Fit for Feet : Custom made insole

สาระน่ารู้

เกี่ยวกับสุขภาพของเท้า

เลือกรองเท้าผู้สูงอายุให้เหมาะกับวัยและสุขภาพ ช่วยป้องกันการลื่นล้ม

  • การเลือกรองเท้าสำหรับผู้สูงอายุ
  • การเลือกรองเท้าสำหรับผู้สูงอายุ

    แต่ละช่วงวัยของชีวิต เราต้องการรองเท้าที่แตกต่างกันออกไปตามกิจกรรม และตามสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ในวัยเด็กเราต้องการรองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี และช่วยปรับสมดุลไม่ให้หกล้มง่ายเมื่อเดินหรือวิ่งเล่น พอโตขึ้นมาในวัยเรียนและวัยทำงาน เราต้องการรองเท้าที่ใส่สบาย เหมาะสำหรับการเดินหรือยืนเป็นระยะเวลานานๆ และเมื่อชีวิตเข้าสู่ช่วงสูงวัย อะไรหลายๆ อย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย ทั้งในเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวช้ากว่าในวัยหนุ่มสาว ประกอบกับโรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูกและข้อ ส่งผลให้กระดูกเท้าเริ่มผิดปกติทีละน้อย ทำให้ต้องเลือกรองเท้าอย่างพิถีพิถันมากขึ้น


    เราจึงต้องการรองเท้าสำหรับผู้สูงอายุที่กระชับ เบา สบาย และกระจายน้ำหนักได้ดี ไม่ใช่รองเท้าที่ใส่สบายเท่านั้น และสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ อย่างเบาหวาน รองช้ำ ก็ต้องเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพที่นิ่มและเดินสบายมากกว่าคนทั่วไป เพื่อถนอมสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ


    ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และเราต้องเลือกรองเท้าอย่างไร ถึงจะเหมาะกับวัย เดินสบาย และช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ


    ปัญหาการเดินและยืนที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย

    รู้หรือไม่ว่า “การล้ม” เป็นอุบัติเหตุที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต โดยผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อการล้ม 28-35% และเพิ่มขึ้นเป็น 32-42% เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?


    เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายทุกส่วนเริ่มที่จะเข้าสู่ภาวะเสื่อมโทรมและถดถอย สมอง กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ เริ่มเสื่อมลงไปทุกวัน รวมถึงการได้ยินและการมองเห็นที่มีประสิทธิภาพน้อยลงกว่าวัยหนุ่มสาวอีกด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง หรือการมองเห็นที่เสื่อมลง ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้การเดินและยืนเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้


    •การทรงตัวแย่ลง เนื่องจากความเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสมอง กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อ การมองเห็น การได้ยิน

    •กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดจากขนาดและเส้นใยของกล้ามเนื้อหดตัวเล็กลง

    •เดินช้าลง เนื่องจากเนื้อเยื่อข้อกระดูกและกล้ามเนื้อเสื่อมลง โดยจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังอายุ 70 ปี

    •ท่าการเดินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปลายเท้าขณะเดินจะหันออกไปทางด้านข้างมากกว่าคนหนุ่มสาว และจังหวะการเหวี่ยงเท้าจะเบากว่า

    •เนื้อเท้าบางลง พออายุมากขึ้น ไม่ใช่แค่กระดูกและข้อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นก็เสื่อมลงตามอายุด้วย ส่งผลต่อเนื้อเท้าบริเวณฝ่าเท้า ผู้สูงอายุหลายคนจึงสวมใส่ถุงเท้าที่ค่อนข้างหนาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด


    สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราอาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนักในวัย 60 ปี แต่ในวัย 70 ปีขึ้นไปจะต้องดูแลปัญหาสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ เพราะนอกจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว สุขภาพและอาการเจ็บป่วยในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย หรือโรคประจำตัว ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การเดินและยืนของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรครองช้ำ โรคกระดูกและข้ออื่นๆ


    ดูแลให้ผู้สูงวัยเดินให้สบายเหมือนเดิม

    สำหรับใครที่ก้าวเข้าสู่ช่วงสูงวัย หรือมีคุณพ่อคุณแม่หรือญาติในวัยนี้ อยากให้เดินได้อย่างสบายและปลอดภัย เราจะต้องเพิ่มความใส่ใจและดูแล โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณีดังต่อไปนี้


    ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง

    สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินและการทรงตัว แนะนำให้ใช้ 3 ข้อนี้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ให้สามารถเดินและยืนได้อย่างสมดุล


    1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีสัดส่วนที่พอเหมาะ ที่สำคัญคือรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีน 1.0-1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อนำไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูก ให้แข็งแรงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    2.ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เราสามารถชะลอการเสื่อมของการกล้ามเนื้อได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยการเน้นกล้ามเนื้อส่วนขาให้มีความแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการยืดเหยียด หรือการเดินเร็วเป็นประจำ

    3.เลือกซื้อและใส่รองเท้าเพื่อสุขภาพ ที่กระชับและพอดีกับเท้า สามารถรองรับและกระจายน้ำหนักได้ดี เพื่อป้องกันการล้ม หรือปัญหาสุขภาพเท้า รวมไปถึงข้อต่อและกระดูก


    ผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องกระดูก กล้ามเนื้อ การทรงตัว และโรคประจำตัว

    สำหรับการเลือกรองเท้าผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพเท้าหรือไม่ เรามีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้


    1.เลือกและลองใส่ด้วยตัวเองทุกครั้ง เพราะรองเท้าแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป ตามการออกแบบรองเท้า ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นรองเท้ายี่ห้อเดียวกันก็อย่าประมาท คิดว่าใส่เบอร์เดิมได้พอดี ทางที่ดีให้ผู้สูงอายุมาลองใส่ด้วยตัวเองจะดีที่สุด รวมถึงอย่าซื้อรองเท้าที่ใหญ่กว่าเท้า เพราะคิดว่าใส่สบายกว่าหรือเผื่อเท้าบวม เพราะจะทำให้ไม่กระชับรับกับเท้า และอาจเกิดการสะดุดล้มได้

    2.เลือกรองเท้าให้เหมาะกับกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ รองเท้าแต่ละแบบมีการออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน หากว่าเราอยู่บ้านเป็นหลัก อย่าเสียดายเงินที่จะเลือกซื้อรองเท้าใส่ภายในบ้านราคาแพงที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า โดยรองเท้าอยู่บ้านควรจะเลือกรองเท้าแตะหรือรองเท้ารัดส้นที่สามารถถอดเข้า-ออกได้สะดวก แต่ก็ยังกระชับรับกับรูปเท้า ไม่หลุดหรือเลื่อนได้ง่าย ส่วนรองเท้าสำหรับใส่ทำกิจกรรมนอกบ้าน ควรเลือกรองเท้าแบบหุ้มส้นที่นุ่ม เบา สวมใส่กระชับ สามารถปรับให้พอดีกับเท้า สามารถใส่ยืนหรือเดินได้โดยไม่เจ็บเท้า

    3.เลือกรองเท้าที่เหมาะกับสรีระของเท้าและปัญหาสุขภาพเท้า หากว่าเราเท้าแบน อุ้งเท้าสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน รองช้ำ ก็ควรจะเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มีปัญหาสุขภาพเท้าโดยตรง และควรตัดแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลเพื่อดูแลสุขภาพเท้าที่แตกต่างโดยเฉพาะ

    4.เลือกรองเท้าหนังแท้จะดีที่สุด เพราะเป็นวัสดุทำรองเท้าที่นุ่ม และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังที่บอบบางและแพ้ง่ายของผู้สูงอายุ

    5.เลือกรองเท้าที่สามารถปรับกระชับได้ เพื่อให้รองเท้าที่ใส่กระชับเข้ากับรูปเท้าของแต่ละคน เวลาเดินสามารถเกาะพื้นได้ดี ไม่ลื่น เดินได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากซื้อรองเท้าผ้าใบที่ปรับกระชับด้วยเชือก ต้องระมัดระวังไม่ให้เชือกหลุดหรือพันกันจนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หกล้มหรือเป็นอันตราย

    6.พื้นรองเท้าแข็งแรง ไม่บิดงอง่าย ที่สำคัญคือต้องไม่ลื่น แม้เดินบนพื้นเปียก ก็สามารถกระจายน้ำหนัก และดูดซับแรงกระแทกได้ดี และสามารถเปลี่ยนแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลได้

    7.เลือกรองเท้าหุ้มข้อที่ช่วยประคองข้อเท้าไม่ให้พลิก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ข้อต่อเริ่มเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจะต้องระวังการเดินและเคลื่อนไหว เพราะหากข้อเท้าพลิกอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพข้อเท้าในระยะยาวได้

    8.รองเท้าแตะต้องเป็นรองเท้าแตะสุขภาพที่เหมาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น ผู้สูงอายุสามารถเลือกใส่รองเท้าแตะได้ แต่จะต้องเป็นรองเท้าแตะที่กระชับพอดีกับเท้า แนะนำให้เป็นแบบสวมมากกว่าแบบคีบ เพื่อไม่ให้ระคายต่อผิวที่บางลงและสวมใส่ง่ายกว่า ที่สำคัญจะต้องเลือกพื้นรองเท้าสามารถยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆ ได้ดี แม้ในภาวะที่มีน้ำขังหรือลื่น นอกจากนี้อย่าลืมเรื่องรองเท้าสุขภาพที่มีแผ่นรองใต้ฝ่าเท้า เพราะสามารถรองรับและกระจายน้ำหนักได้ดี


    หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพเท้าหรือต้องการเลือกรองเท้าสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะกับสุขภาพเท้าจริงๆ สามารถมาตรวจสุขภาพเท้า และลักษณะการเดินโดยนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเท้าเป็นพิเศษได้ที่ Fit For Feet by Verasu เพื่อเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะการเดินที่เปลี่ยนแปลงไป


    ที่มา :

    - 10 ความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุควรรู้. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 จาก https://www.bangkokhospital.com/content/10-risk-of-deterioration

    - 10 วิธีง่ายๆ ในการดูแลผู้สูงวัยในครอบครัว. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 จาก https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/10วิธีการดูแลผู้สูงวัย

    - Best Orthopedic Shoes For Seniors Of 2022, According To Podiatrists. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 จาก https://www.forbes.com/health/healthy-aging/best-orthopedic-shoes-for-seniors/

    - รองเท้าที่เหมาะกับสำหรับผู้สูงอายุ. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 จาก < href="https://www.yuusook.com/content/5325/รองเท้าที่เหมาะกับสำหรับผู้สูงอายุ"

Do & Don't การดูแลสุขภาพเท้าและเลือกรองเท้าผู้ป่วยเบาหวานด้วยตนเอง

  • วิธีดูแลสุขภาพเท้าและการเลือกรองเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

    หนึ่งในสิ่งที่คนป่วยโรคเบาหวานกลัวก็คือ แผลเบาหวาน ซึ่งเป็นแผลที่หายยาก และเป็นแผลเรื้อรัง เนื่องจากไขมันไปจับกับเส้นเลือด ทำให้ตีบและอุดตันในที่สุด และหนึ่งในจุดที่เป็นแผลมากที่สุดก็คือ เท้า เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะมีปัญหาเรื่องประสาทรับความรู้สึก ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ จึงเกิดบาดแผลโดยง่าย และกว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปไกลแล้ว


    แผลเบาหวานที่เท้า จึงกลายเป็นฝันร้าย ที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่อยากให้เกิดขึ้น การดูแลรักษาเท้าแต่เนิ่นๆ จึงมีความสำคัญ วันนี้เราจึงหยิบยกข้อมูลดีๆ จากคู่มือการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ที่โรงพยาบาลศิริราชและคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นผู้จัดทำ เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานทราบถึงวิธีการดูแลเท้าอย่างถูกวิธี พร้อมบอกวิธีเลือกรองเท้าผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร ไม่ให้เกิดแผลที่เท้า


    Do it!!! ข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพเท้า


    สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เรามีวิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพเท้าในทุกวัน ดังนี้



    ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเช็กความดันโลหิตอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอีกแล้ว ดังนั้น หากว่าเราเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้ประสาทส่วนปลายที่รับความรู้สึกเสื่อม ขาดเลือดไปเลี้ยงที่เท้า และมือ บางรายหลอดเลือดอุดตัน บางรายเกิดอาการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเช็กความดันโลหิตจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปลายประสาทเท้าเสื่อมนั่นเอง

    ทำความสะอาดเท้าเป็นประจำ ล้างด้วยน้ำธรรมดา หรือน้ำสบู่อ่อนๆ แต่ที่สำคัญคือ การใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าเนื้อนุ่มซับน้ำให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อรา

    สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน หลายครั้งที่ผู้ป่วยเบาหวานมีแผลที่เท้าลุกลาม เพราะไม่ได้ดูแลรักษาแผลดีตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีอาการของปลายประสาทเสื่อม ทำให้ไม่เจ็บแผล กว่าจะรู้ตัวอีกที แผลก็ติดเชื้อใหญ่โต ดังนั้น เราควรจะตรวจสอบแผล รอยถลอกให้เป็นกิจวัตรประจำวัน และเมื่อเปลี่ยนรองเท้าใหม่ ให้สำรวจหลังจากใส่รองเท้าไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง หากว่ามองไม่เห็นหรือว่าเห็นไม่ชัด อาจจะใช้กระจกเป็นตัวช่วย ถ่ายรูปเท้า หรือให้ผู้ดูแลเป็นคนดูให้

    ใช้ครีมหรือโลชันทาบางๆ บริเวณฝ่าเท้าและหลังเท้า แต่ไม่ควรทาที่ร่องนิ้ว เพราะอาจจะเกิดการหมักหมมของเชื้อโรคได้

    ใส่ถุงเท้าถ้าอากาศเย็น หรือรู้สึกว่าเท้าเย็น แต่ไม่แนะนำให้ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรือยาที่มีฤทธิ์ร้อน เพราะหากร้อนไปอาจจะทำให้เกิดแผลลวก หรือพุพองไม่รู้ตัว ส่วนถุงเท้าจะต้องไม่รัดแน่นจนเกินไป และมีขนาดที่พอดีกับเท้า

    บริหารเท้าเป็นประจำ สามารถบริหารด้วยการกระดกข้อเท้าขึ้นลงสลับกันช้าๆ หมุนข้อเท้าเข้า-ออก ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าบนพื้น และนั่งยกขาให้เข่าเหยียดตึง บริหารเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน วันละ 3 รอบ รอบละ 10 ครั้ง เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น

    ตัดเล็บอยู่เสมอ และไม่ปล่อยให้เล็บยาวเกินเนื้ออย่างเด็ดขาด โดยให้ตัดขวางเป็นเส้นตรงพอดีกับเนื้อ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดจากเล็บซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดแผล

    สวมรองเท้าที่นุ่ม สะอาดและพอดี ไม่ใส่รองเท้าที่คับ หน้าเท้าแคบ หรือบีบหน้าเท้า หากซื้อรองเท้าคู่ใหม่มา แนะนำให้ใส่เพียง 1-2 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนใส่คู่เก่า เพื่อให้รองเท้าขยายให้พอดีกับรูปเท้า และไม่รัดทำให้เกิดแผลที่เท้าได้

    Tips ในการเลือกซื้อรองเท้าสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน



    พื้นผิวด้านในต้องเรียบ ไม่มีรอยเย็บ รอยต่อตะเข็บ รอยนูน หรือขอบแข็ง

    เลือกรองเท้าที่ทำมาจากหนังหรือผ้า สามารถระบายอากาศได้ดี

    รองเท้าควรเป็นชนิดหุ้มส้น หรือมีสายรัด เพื่อที่จะไม่เลื่อนหลุดได้ง่าย

    หน้าเท้ากว้าง สามารถขยับนิ้วเท้าได้อย่างอิสระ

    ควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย พื้นรองเท้าไม่ลาดชัน จนทำให้เท้าระคายเคืองได้ง่าย

    Don’t do it!!! ข้อห้ามที่ไม่ควรทำ


    สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานมีข้อห้ามที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดในการดูแลสุขภาพเท้า ดังต่อไปนี้



    ห้ามสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ และการสูดควันบุหรี่ส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือดของเราโดยตรง ทำให้เส้นเลือดตีบ และส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอีกด้วย

    หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เพราะอาจจะไปกดทับเส้นประสาทบริเวณเข่าได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการนั่งขัดสมาธิ หรือท่าอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด

    ไม่แช่เท้าในน้ำไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม โดยเฉพาะน้ำอุ่น เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการลวกเท้าแล้ว ยังทำให้เท้าแห้ง เป็นขุยได้ง่าย

    ไม่สวมรองเท้าหรือถุงเท้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หรือรัดจนเกินรอยแผลได้

    อย่าตัดเล็บลึกถึงมุม และอย่าตัดหนังด้านด้วยตัวเอง การตัดเล็บโค้งไปถึงมุมอาจจะทำให้เป็นแผลได้ และการตัดหนังด้านด้วยตัวเองอาจจะตัดเนื้อโดยรอบไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการปลายประสาทเสื่อมร่วมด้วย ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการจะดีกว่า

    ห้ามเดินเท้าเปล่า แม้จะอยู่ในบ้านก็ตาม เพื่อปกป้องเท้าของเราจากสิ่งแหลมคม หรือสิ่งที่ทำให้เกิดแผลได้ง่าย และห้ามใส่รองเท้าแตะคีบ เพราะทำให้เกิดการเสียดสี และเป็นแผลได้

    เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นส่วนที่ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเท้า เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ การสูญเสียเท้าที่เรารักไป


    Fit For Feet by Verasu เราใส่ใจสุขภาพเท้าของทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องดูแลสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ โดยเรามีรุ่นที่ออกแบบ เป็นรองเท้าผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ มีความนุ่ม อ่อนโยน ไม่ทำให้เกิดแผล กระชับ เหมาะสำหรับทุกวัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 022548100 - 8 ต่อ 14140 และ 14142 หรือที่ร้านวีรสุ สาขาถนนวิทยุ ได้ทุกวัน เวลา 10.00 - 19.00 น. 



    ที่มา :


    • คู่มือการดูแลเท้าในผู้เป็นเบาหวาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 จาก https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/270_49_1.pdf

  • วิธีดูแลสุขภาพเท้าและการเลือกรองเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีดูแลตัวเองและการเลือกรองเท้าสุขภาพ สำหรับอาชีพที่เดินหรือยืนทั้งวัน

  • เดินหรือยืนทั้งวัน ต้องดูแลตัวเองและเลือกรองเท้าสุขภาพอย่างไร
  • เดินหรือยืนทั้งวัน ต้องดูแลตัวเองและเลือกรองเท้าสุขภาพอย่างไร

    สำหรับอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินทั้งวัน อย่างอาชีพพยาบาล แพทย์ เชฟ นักวิทยาศาสตร์ พนักงานต้อนรับ พนักงานเสริมสวย และอาชีพอื่นๆ ที่ใช้เวลากับการเดินและยืนมากกว่าการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องดูแลสุขภาพเท้าและขาเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพตามมา

    การยืนหรือเดินนานๆ ทุกวัน มีผลต่อสุขภาพอย่างไร
    คนที่ประกอบอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ หรือชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วยการเดินชมสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่คนที่ชอบเดินซื้อของ อาจจะคิดว่าเดินนานๆ หรือยืนนานๆ ก็ไม่เป็นไร พักสักครู่ก็หาย แต่ความจริงแล้ว การยืนหรือเดินนานๆ ทุกวัน อาจจะทำให้ประสบปัญหาสุขภาพเท้า อย่างการปวดขา ปวดเท้า ปวดน่อง และอาจจะลามไปถึงการปวดตามข้อต่อและกระดูกต่างๆ อีกด้วย เพราะเท้าต้องรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาไม่ได้พักนั่นเอง ซึ่งการยืนหรือเดินนานๆ อาจจะส่งผลให้ร่างกายมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้

    1.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ เนื่องจากเท้าและขาทั้งสองข้างจะต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของเรา และยิ่งเวลาที่เราเดินหรือวิ่ง เท้าของเราก็จะยิ่งต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้อาจจะมีอาการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้าได้ แต่หากว่าปล่อยไว้นาน ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องข้อต่อต่างๆ ตามมาได้เช่นเดียวกัน

    2.ปวดหลัง หลายคนอาจจะเคยได้ยินเพื่อนร่วมงานบ่นว่าปวดหลังอยู่บ่อยๆ อาการปวดหลังส่วนล่างไม่ได้เกิดจากการนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานานๆ อย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะเกิดจากการยืนนานๆ ได้เช่นเดียวกัน เพราะขณะที่ยืน กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างจะเกร็งต่อเนื่องเป็นเวลานาน และกระดูกบริเวณเอวก็รับน้ำหนักของร่างกายส่วนบนอยู่เป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน

    3.เส้นเลือดขอด เป็นอาการยอดฮิตของคนที่ต้องทำอาชีพที่นั่งหรือยืนนานๆ ทำให้เกิดการคั่งของเส้นเลือด ทำให้มองเห็นเส้นเลือดเป็นสีแดง เขียว หรือดำบริเวณที่ขาอย่างชัดเจน หากปล่อยไว้นานโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมหรือทำการรักษาก็อาจจะทำให้ปวดขาเรื้อรังได้

    วิธีดูแลตัวเองเมื่อต้องทำอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินทั้งวัน
    สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยืนหรือเดินทั้งวันเป็นประจำทุกวัน เรามีวิธีดูแลสุขภาพเท้าแบบง่ายๆ มาฝากกัน

    1.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะยิ่งน้ำหนักของเรามากขึ้นเท่าไร เท้าและขาทั้งสองข้าง รวมถึงกระดูกและข้อต่อต่างๆ จะต้องรับภาระหนักในการแบกน้ำหนักตามไปด้วย โดยขาและเท้าทั้งสองข้างจะต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของเรา ส่วนกระดูกบริเวณเอวก็จะต้องรับน้ำหนักส่วนบนของร่างกาย

    2.ประคบอุ่น ด้วยแผ่นเจล แผ่นประคบ หรือแช่น้ำในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาทีหลังเสร็จกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้เลือดบริเวณดังกล่าวหมุนเวียนดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดอาการปวดและบวม รวมถึงฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายหรือเสียหายได้ดีอีกด้วย

    3.นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ช่วงเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อนจะเป็นช่วงที่ร่างกายของเราได้ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ หรือเสียหายไปจากการใช้ชีวิตประจำวัน และช่วยฟื้นฟูร่างกายให้มีความแข็งแรง

    4.ตรวจสุขภาพเท้ากับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเราไม่ได้มีปัญหาสุขภาพเท้า หรือมีปัญหาเท้าแบน หรืออุ้งเท้าสูง ที่ต้องการรองเท้าที่เหมาะกับสรีระ เพื่อปรับสมดุลให้แก่การเดินและการยืน

    5.ยืดกล้ามเนื้อ ทั้งก่อนและหลังเลิกงาน รวมถึงช่วงเวลาพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่เกร็งตัวให้ผ่อนคลาย

    6.พักขาบ้าง อย่าคิดว่าเราเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่จำเป็นต้องพัก หากมีโอกาสให้นั่งพักขา หรืออย่างน้อยก็พักขาข้างใดข้างหนึ่งบ้าง อย่ายืนตรงตลอด เพราะทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานแบบไม่หยุดพัก

    7.สวมใส่รองเท้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ออกแบบมาให้มีความเหมาะสมกับสรีระเท้าโดยเฉพาะ สามารถรองรับแรงกระแทกและกระจายน้ำหนักได้ดี ทำให้ลดอาการปวดเมื่อยได้


    วิธีเลือกรองเท้าสำหรับคนที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ
    รู้หรือไม่ว่ารองเท้าสุขภาพมีหลายแบบหลายยี่ห้อ แต่จะเลือกรองเท้าอย่างไร จึงจะได้รองเท้าที่มีคุณภาพ และช่วยดูแลสุขภาพเท้าของเราได้อย่างแท้จริง

    1.แผ่นรองใต้ฝ่าเท้า หรือพื้นรองเท้าด้านในจะต้องไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป เพราะหากแข็งเกินไปอาจจะเจ็บเท้า แต่หากว่านุ่มเกินไปก็อาจจะทำให้การเดินไม่สมดุล แผ่นรองใต้ฝ่าเท้าที่ดีจะสามารถช่วยรองรับน้ำหนักและกระจายน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ในกรณีที่เท้าแบน อุ้งเท้าสูง หรือมีปัญหาสุขภาพเท้า แนะนำให้ใช้ตัดแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดและป้องกันปัญหาสุขภาพได้

    2.ขนาดของรองเท้าต้องพอดี ไม่แน่นหรือไม่หลวมจนเกินไป หากแน่นเกินไปเวลายืนหรือเดินนานๆ อาจจะทำให้เจ็บเท้าหรือเกิดบาดแผลได้ง่าย ที่สำคัญควรดูบริเวณหน้าเท้าของรองเท้า ควรเลือกที่กว้างพอให้เราสามารถขยับนิ้วเท้าได้ แต่หากว่าเลือกรองเท้าที่หลวมเกินไป อาจจะทำให้เดินไม่ถนัด หรือเลื่อนหลุดได้ง่าย

    3.หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูงเกิน 2 นิ้ว รองเท้าที่คับและลาดชัน รวมถึงรองเท้าส้นตึก เพราะอาจจะทำให้ต้องเกร็งกล้ามเนื้อตลอดเวลา หรือทำให้ล้มได้ง่าย

    4.พื้นรองเท้าด้านนอกต้องทำจากวัสดุที่เกาะพื้น ไม่ลื่น เพื่อความปลอดภัยตลอดการสวมใส่ โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินหรือวิ่งไปมาอยู่ตลอดเวลา

    สำหรับผู้ที่ต้องเดินหรือยืนนานๆ รองเท้าสุขภาพ Fit For Feet by Verasu รองเท้าคุณภาพนำเข้าจากประเทศเยอรมนี ช่วยรองรับและกระจายน้ำหนักได้ดี ไม่ทำให้เมื่อยหรือเจ็บเท้า เชิญมาลองความสบายได้ที่ร้านวีรสุ สาขาถนนวิทยุ ได้ทุกวัน เวลา 10.00 - 19.00 น. สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 022548100 - 8 ต่อ 14140 และ 14142

    ที่มา :
    คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบอาชีพที่ยืนทำงานตลอดทั้งวัน. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 จาก https://www.summacheeva.org/article/stand
    ผลกระทบของการ "ยืนนานๆ". สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/46907-ผลกระทบของการ%20"ยืนนานๆ"%20.html

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเท้า

  • ลักษณะอุ้งเท้าของคนเรามีด้วยกัน 3 แบบ คือ

    * อุ้งเท้าปกติ (Normal arch) เท้าลักษณะนี้เป็นอุ้งเท้าที่ส่วนใหญ่สามารถพบได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นอุ้งที่มีส่วนเว้า ส่วนโค้งที่พอเหมาะกับการรองรับน้ำหนัก

    * อุ้งเท้าแบน (Flat arch) จะมีความโค้งของอุ้งเท้าน้อยหรือไม่มีเลย ทำให้มีลักษณะแบนราบ เท้าลักษณะนี้มักจะเกิดอาการเมื่อยใต้ฝ่าเท้า เมื่อยน่อง เดินได้ไม่นาน เอ็นร้อยหวายอักเสบ ปวดบริเวณกระดูกข้อเท้าด้านใน ปวดบริเวณเข่าด้านใน เจ็บส้นเท้าหรือฝ่าเท้า เมื่อยน่องเดินได้ไม่นานซึ่งเกิดได้ตั้งแต่เด็ก หรือมาเป็นในภายหลังซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมของเอ็นพยุงเท้า หรือความไม่แข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า ทำให้เท้าแบนลง

    * อุ้งเท้าสูง (High arch) เท้าลักษณะนี้จะมีความโค้งของอุ้งเท้ามากกว่าปกติทำให้เวลาเดินลงน้ำหนักจะเกิดแรงกระแทกค่อนข้างมากกว่าลักษณะเท้าแบบอื่น โดยจะมีแรงกดบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้าด้านหน้ามากกว่าส่วนอื่น มีปัญหาข้อเท้าพลิกง่าย ในบางท่านอาจจะมีปัญหาเจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า เจ็บส้นเท้า เจ็บอุ้งเท้า หรือข้อเท้าได้

  • ลักษณะอุ้งเท้าของคนเรามีด้วยกัน 3 แบบ คือ

การดูแลรักษาเท้าโดยทั่วไป

  • 1. ทำความสะอาดเท้าเป็นประจำทุกวัน และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณร่องนิ้วเท้าเพื่อป้องกันการอับชื้น
    2. ควรตัดเล็บเท้าให้ตรง ไม่สั้นเกินไป อย่าตัดโค้งเขามุมเล็บเพื่อป้องกันเล็บขบ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ผู้มีปัญหาเรื่องระบบการไหลเวียน อาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
    3. สวมใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะเท้า และมีขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป
    4. ควรระวังในการตัด หรือเล็ม หนังด้าน และตาปลา โดยผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรทำในขั้นตอนนี้

รองเท้าสุขภาพคืออะไร ทำไมจึงต้องใส่รองเท้าสุขภาพ

  • รองเท้าสุขภาพที่ดีควรสวมใส่สบาย หน้ารองเท้าต้องมีความกว้างพอสมควรหรือไม่บีบหน้าเท้า พื้นด้านนอกรองเท้าต้องไม่ลื่น มีแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าที่มีค่าเฉลี่ยอุ้งเท้ามาตรฐานออกแบบตามลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ของเท้า เพื่อให้เกิดการรองรับโครงสร้างเท้า เข่า และหลังอย่างเต็มที่ การแบกรับน้ำหนักทั้งร่างกายถูกเฉลี่ยให้ทั่วทั้งเท้าอย่างสม่ำเสมอจากแผ่นรองใต้ฝ่าเท้า ทำให้ไม่เกิดการกระแทกหรือเสียดสีเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งอันเป็นสาเหตุของการเจ็บเท้า เจ็บเข่า และเจ็บหลัง ยิ่งไปกว่านั้นหากสามารถถอดเปลี่ยนแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าออกและเปลี่ยนเป็นแผ่นรองตัดเฉพาะบุคคลได้ด้วยจะดีมาก เพื่อให้การเดินทุกก้าวของคุณมีความสบายสูงสุด

การเลือกซื้อรองเท้า

  • เท้าเป็นอวัยวะที่ช่วยรองรับแรงกระแทก
  • เท้าเป็นอวัยวะที่ช่วยรองรับแรงกระแทก

    และทำหน้าที่รับน้ำหนักขอเราขณะทำกิจกรรมต่างๆ การเลือกรองเท้าก็เป็นส่วนที่สำคัญเพื่อช่วยให้เราสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้มั่นใจขึ้น โดยมีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้

    1. เราควรทราบลักษณะเท้าของเราว่าเป็นลักษณะแบบไหน เช่น หน้าเท้ากว้าง หน้าเท้าแคบ เพื่อที่จะได้เลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้า

    2. ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงที่เท้าขยาย โดยเฉพาะในช่วงบ่ายเพราะเท้าเราจะใหญ่ขึ้นเมื่อเดินทั้งวัน

    3. ความยาวของรองเท้าขณะสวมใส่ต้องมีระยะห่างระหว่างปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุด ไปจนถึงด้านหน้าของรองเท้า ประมาณ ½ นิ้ว

    4. ควรลองรองเท้าทั้ง 2 ข้าง และทดลองเดินดูว่ามีปัญหาหรือไม่ เช่น บีบหน้าเท้า หรือ หลวมเกินไป

    5. รองเท้าที่ดีต้องกระชับไม่ บีบส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลวมจนเกินไป

    6. ขนาดของรองเท้าเบอร์เดียวกันแต่ละยี่ห้อมักจะต่างกัน ถ้ามีรูปทรงที่ต่างกันก็อาจจะมีขนาดที่แตกต่างกันมากขึ้นอีก ดังนั้น ควรทดลองสวมรองเท้าก่อนซื้อทุกครั้ง เพื่อให้รู้สึกกระชับ และสบายมากที่สุด

เอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ

  • จะมีอาการปวด หรือเจ็บใต้ฝ่าเท้าเป็นจุดๆ โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า โดยทั่วไปแล้วนั้นจะมีอาการเจ็บอุ้งเท้าทันทีที่เหยียบพื้นก้าวแรก เมื่อลุกจากเตียงในตอนเช้า และอาการจะดีขึ้นหลังจากเดินไปซักระยะหนึ่ง สาเหตุมักเกิดได้จากการอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้า ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุ้งเท้าแบนมากกว่าปกติ อุ้งเท้าสูงกว่าปกติ หรืออาจจะเกิดจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

    วิธีการดูแล หรือป้องกัน สำหรับในผู้ที่มีปัญหาอุ้งเท้าแบน หรืออุ้งเท้าสูงสามารถทำได้โดยการใส่แผ่นรองใต้ฝ่าเท้าเฉพาะบุคคล เพื่อประคอง และช่วยการทำงานของเอ็นใต้ฝ่าเท้า หรือการเลือกสวมใส่รองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทกนั้นก็จะสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บดังกล่างได้ นอกจากนั้น การยืดกล้ามเนื้อ, ยืดเอ็นใต้ฝ่าเท้า และการลดน้ำหนัก ก็ยังสามารถช่วยลดแรงกระแทกได้อีกด้วย

บุด้วยหนังแท้คุณภาพดีสองชั้น เย็บด้วยมือ จากประเทศเยอรมนี
ออกแบบที่รองรับลักษณะทางกายภาพของแต่ละบุคคล
แผ่นรองฝ่าเท้าระบายอากาศทำจากเนื้อเยื่อไม้โอ๊ค